องค์กรอิสระในประเทศไทยในปัจจุบันนี้มีอยู่มากมายหลายหน่วยงานด้วย แต่หากจะกล่าวถึงองค์กรอิสระของรัฐที่ทำหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตแล้ว หลาย ๆ คนคงยังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ไม่น้อยทีเดียวว่าเป็นองค์กรใด มีชื่ออย่างไร และมีบทบาทหน้าที่เกี่ยวกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตอย่างไร บทความนี้จึงมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะนำเสนอรายละเอียดของหน่วยงานที่จะกล่าวถึงนี้ให้ผู้อ่านทุกท่านได้รู้จักกันมากขึ้น
หน่วยงานที่เราใคร่นำเสนอก็คือ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เป็นองค์กรอิสระที่มีภารกิจโดยย่อ 2 ประการ คือ ทำหน้าที่บริหารทรัพยากรโทรคมนาคมของชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด และกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมให้เกิดการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรม ซึ่งการบริหารจัดการทรัพยากรโทรคมนาคมของชาติ ได้แก่ คลื่นความถี่ และเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โทรศัพท์มือถือ) และโทรศัพท์พื้นฐาน (โทรศัพท์บ้าน) โครงข่าย และเครือข่ายอินเตอร์เน็ต (Gate way)
ในส่วนของการดูแลกิจการโทรคมนาคมให้เกิดการแข่งขันเสรีอย่างเป็นธรรม หมายถึง การเข้าไปกำกับดูแลผู้ประกอบการ หรือนักลงทุนได้ทำธุรกิจด้านโทรคมนาคมในไทยให้มีความเป็นธรรม ไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกัน เพราะหากไม่เข้ามากำกับดูแลแล้วก็จะส่งผลเสียต่อประเทศ และผู้บริโภคได้ ซึ่งหากท่านเป็นคนหนึ่งที่ใช้โทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตนั้น กทช. ก็จะเข้ามาดูแลช่วยคุ้มครองให้ท่านได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่เป็นทรัพยากรของชาติได้อย่างคุ้มค่า และคุ้มครองในกรณีที่ผู้บริโภคถูกผู้ให้บริการเอาเปรียบด้วย ขณะเดียวดันยังมีส่วนช่วยขยายฐานให้คนไทยได้เข้าถึงบริการโทรคมนาคมได้มากขึ้น
หลังจากที่รู้จักกับหน่วยงาน กทช. ไปแล้ว ต่อไปเราก็จะมาทำความรู้จักกับผู้ที่จะเข้ามาทำงาน และหน้าที่ใน กทช. กันบ้างโดยเริ่มจากที่มาของคณะกรรมการสรรหานั้นจะมาจากสี่ส่วนในภาคสังคมเพื่อให้ครอบคลุม ซึ่งกรรมการสรรหาจะมาจากภาคหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ กลุ่มอาชีพโทรคมนาคม และภาคเอกชน และกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติจะมีวาระอยู่ในตำแหน่ง 6 ปี นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และสามารถดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
ปัจจุบัน คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้รับการสรรหาและรับรองโดยวุฒิสภา และได้รับการโปรดเกล้าฯเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2547 และปฏิบัติหน้าที่มาจนถึงขณะนี้ ประกอบด้วยประธานกรรมการ 1 คน และกรรมการอื่นอีก 6 คน ซึ่งเป็นผู้ที่มีผลงานหรือเคยปฏิบัติงานที่แสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจ และมีความเชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในกิจการโทรคมนาคมเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม เศรษฐกิจ ความมั่นคง กฎหมายมหาชน หรือกิจการท้องถิ่นอันจะเป็นประโยชน์ต่อกิจการโทรคมนาคม โดยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติชุดแรกในประวัติศาสตร์ทั้ง 7 ท่านประกอบไปด้วย พลเอกชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ , ศ.เศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ , ศ.ประสิทธิ์ ประพิณมงคลการ , รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม , นายเหรียญชัย เรียววิไลสุข และนายสุชาติ สุชาติเวชภูมิ , นายอาธร จันวิมล (ปัจจุบันลาออก)
สำหรับในวาระเริ่มแรกเมื่อครบกำหนด 3 ปี ต้องให้คณะกรรมการ กทช. ออกจากตำแหน่งจำนวน 3 คน โดยวิธีจับสลาก (เนื่องจากกรรมการทุกท่านมีคุณสมบัติเพียบพร้อมเท่าเทียมกัน หากเปิดโอกาสให้โหวต หรือลงคะแนนอาจมีการฮั้วหรือทุจริตได้ ดังนั้นการจับสลากจึงเป็นวิธีโปร่งใสและยุติธรรมที่สุด) โดยกรรมการฯที่พ้นจากตำแหน่งในกรณีนี้ไม่สามารถได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการฯได้อีก กรรมการฯที่ได้รับการสรรหาเข้ามาใหม่ 3 คนจะมีวาระการดำรงตำแหน่ง 3 ปี นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และการเลือก กทช. จะมีกรรมการฯใหม่ 3 คนในทุก ๆ 3 ปีแบบนี้ไปตลอด
ในเวลานี้เมื่อมองไปรอบ ๆ ตัวแล้วก็จะพบเห็นว่าไม่ว่าคนในวัยใดก็คุยโทรศัพท์ เล่นอินเตอร์เน็ต สื่อสารกันอยู่ตลอดเวลา เพราะการสื่อสารเป็นความจำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่จะมีสักกี่คนที่ทราบว่า โทรศัพท์จัดเป็นการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานอย่างหนึ่งที่รัฐจำเป็นต้องจัดหาให้ประชาชนในแต่ละประเทศ โดยมีหลักการคือ จะต้องเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง เท่าเทียมและในราคาที่เป็นธรรม นอกจากนี้ยังเปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของประเทศอันจะนำมาสู่ความเจริญและความมั่นคงของประเทศชาติ
บริการโทรคมนาคมพื้นฐานจะแตกต่างกันไปตามสภาพสังคม เศรษฐกิจ ความจำเป็นในการใช้บริการโทรคมนาคมของคนในสังคม และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีของประเทศนั้น ได้แก่ โทรศัพท์พื้นฐานหรือโทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์สารธารณะ หรือแม้แต่บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต บริการเหล่านี้จะนำมาสู่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของชุมชน เพราะเปรียบเป็นแหล่งการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนความรู้ ถ่ายทอดสิ่งต่าง ๆ ผ่านการติดต่อสื่อสาร
จากความสำคัญดังกล่าว คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ที่ถือกำเนิดขึ้นดังได้กล่าวข้างต้นแล้วนั้นจึงมีภารกิจสำคัญอย่างยิ่งในการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมในชุมชนที่ห่างไกลให้ครอบคลุมทั่วประเทศที่ถือเป็นนโยบายหลักสากลด้านโทรคมนาคม เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นทุรกันดารได้รับสิทธิที่สามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายโทรคมนาคม เช่น โครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐาน โครงข่ายอินเตอร์เน็ต โครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ และได้รับด้วยราคาที่เป็นธรรม
นอกจากนั้น กทช. ยังมุ่งมั่นที่จะประยุกต์การบริการโทรคมนาคมเข้ามาใช้ในการพัฒนาประโยชน์สาธารณะ และเปิดโอกาสให้พี่น้องในท้องถิ่นทุรกันดารให้สามารถใช้โครงข่ายโทรคมนาคมที่มีประสิทธิภาพซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลได้เข้าถึงบริการทางการศึกษา บริการทางการแพทย์ บริการอื่น ๆ ของรัฐ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นการลดช่องว่างทางสังคมและเปิดโอกาสที่ดีในชีวิตอีกมากมายให้พี่น้องไทยในพื้นที่ที่ห่างไกล
ในวาระเริ่มแรกที่ กทช. ได้ถือกำเนิดขึ้นมา 3 ปี ได้จัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงในพื้นที่ห่างไกล 10,000 แห่ง และพยายามเสาะหาการประยุกต์เทคโนโลยีโทรคมนาคมที่เหมาะสมในการเปิดโอกาสที่ดีให้ประชาชนทุกท้องที่สามารถเข้าถึงได้เมื่อต้องการใช้บริการนั้น อาทิเช่น การจัดตั้งศูนย์การแพทย์ทางไกล ระหว่างโรงพยาบาลพังงา และเกาะปันหยี จังหวัดพังงา การจัดตั้งศูนย์สารสนเทศชุมชน (Telecenter) การร่วมมือในโครงการสารธารณสุขโทรคมนาคมกับกระทรวงสารธารณสุขและมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนี พัฒนาระบบการแพทย์ทางไกลให้อนามัยกว่า 84 แห่งในพื้นที่ห่างไกล โครงการพัฒนาระบบการศึกษาทางไกลให้โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลในจังหวัดเชียงรายกว่า 21 โรงเรียน โดยให้มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นศูนย์กลาง เป็นต้น และอีกมากมายหลายโครงการที่สำคัญ ๆ
กทช. จึงไม่หยุดยั้งภารกิจดังกล่าวมานี้ และยังให้ความสำคัญเท่ากับภารกิจด้านอื่น ๆ เพราะเชื่อว่าการโทรคมนาคมนั้นจะพัฒนาประเทศชาติให้รุดหน้าอย่างรวดเร็วนั้นต้องมีองค์กรอิสระเข้ามาผลักดันดูแลให้มีบริการอย่างทั่วถึงเท่าเทียมควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีด้านโทรคมนาคมและการพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญอย่างยั่งยืนต่อไป
ขอขอบคุณข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
เขียนโดย นายมงคล บุตรเริ่ม

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น